โฟรโมสต์

โฟรโมสต์เผยกลยุทธ์ธุรกิจสู่ปี 2563 ภายใต้งบลงทุน 1,000 ล้านบาท

 

 

วิภาส ปวโรจน์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม โฟร์โมสต์เปิดเผยว่า สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจสู่ปี 2563 นั้น บริษัทยังคงสานต่อวิสัยทัศน์ ภายใต้แนวคิดหลัก ให้ธรรมชาติดูแลคุณ3 ประการ ประกอบด้วย 1.การมอบผลิตภัณฑ์นมโคที่มีคุณภาพและสารอาหารครบถ้วนเพื่อผู้บริโภคทั่วโลก 2.การพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเกษตรกรโคนม 3.การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนสำหรับคนยุคต่อไปโดยมีกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ 1.เสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์และช่องทางการจัดจำหน่าย 2.สร้างการรับรู้ความเป็นแบรนด์ผู้นำในตลาดที่กำลังเติบโต (แถบอินโด-ไชน่า) 3.ขยายธุรกิจไปสู่ทวีปเอเชียที่มีศักยภาพสูง อีกทั้งให้ความสำคัญกับผู้บริโภคกลุ่มที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาและกลุ่มผู้สูงวัย

 

แผนการลงทุนภายในระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้ (ปี 2561-2563) บริษัทเตรียมงบลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 เฟส เนื่องจากกำลังการผลิตในปัจจุบันอยู่ที่ 70-80% แล้ว เพื่อขยายกำลังการผลิตนมยูเอชที และนมข้นหวานกับนมข้นจืด อีกประมาณ 30-40% ด้วยไทยเป็นฮับในการผลิตนมยูเอชทีและนมข้นหวานกับนมข้นจืดไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชีย อย่างฮ่องกงจะเป็นกลุ่มนมยูเอชทีและนมข้น, มาเลเซียเป็นนมยูเอชที และฟิลิปปินส์เป็นนมยูเอชที นอกจากนี้ ยังรับจ้างผลิตให้กับโอวัลตินและมี้ดจอห์นสัน

 

ในส่วนของโรงงานผลิตของบริษัทมี 2 แห่ง คือ โรงงานสำโรง จ.สมุทรปราการ ผลิตนมยูเอชที นมข้น และโยเกิร์ตพร้อมดื่ม มีกำลังผลิต 360,000 ตันต่อปี และโรงงานหลักสี่ จ.กรุงเทพฯ ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ โยเกิร์ตแบบถ้วยและพร้อมดื่ม มีกำลังผลิต 87,000 ตัน ต่อปี โดยรวมกำลังผลิตทั้งสองโรงงานจะมีสูงถึง 447,000 ตันต่อปี  

 

 

เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้ในปัจจุบันชาวเอเชียมีกำลังซื้อที่มากขึ้น ประกอบกับความตระหนักและการรับรู้ถึงประโยชน์ของนมโคมีมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา ทำให้ชาวเอเชียหันมาใส่ใจในการดูแลสุขภาพมากกว่าแต่ก่อน จึงทำให้แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมนมในภูมิภาคนี้มีอัตราการเติบโตกว่า 5% ต่อปี ซึ่งแสดงถึงการเติบโตของธุรกิจที่ดี เมื่อเทียบกับตลาดนมฝั่งยุโรปที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ลดลง

 

นอกจากนี้ ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติที่แสดงให้เห็นว่า กว่าครึ่งของประชากรโลกเป็นชาวเอเชีย (4,500 ล้านคน จากจำนวนประชากรโลก 7,500 ล้านคน) โดยจีนและอินเดียมีประชากรรวมกว่า 2,700 ล้านคน (1 ใน 3 ของประชากรโลก) จึงถือได้ว่าเอเชียเป็นภูมิภาคที่น่าลงทุนและเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ถึงปริมาณการผลิตน้ำนมทั่วโลกในปี 2568 จะมีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดในเอเชียนำโดยอินเดียจะมีการผลิตน้ำนมโคที่มีการเติบโตสูงถึง 50%

 

ภาพรวมพฤติกรรมการบริโภคนมของผู้บริโภคทั่วโลกพบว่ามีอัตราการบริโภคนมเฉลี่ยอยู่ที่ 113 ลิตร/คน/ปี โดยตลาดในภูมิภาคเอเชียกำลังเป็นที่จับตามอง เนื่องด้วยอัตราการบริโภคที่มีการเติบโตเฉลี่ย 3.7% ต่อปี หรือเท่ากับ 66 ลิตร/คน/ปี ซึ่งสูงที่สุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก โดยในภูมิภาคเอเชียประเทศที่มีการบริโภคนมเติบโตสูงที่สุด 2 อันดับแรก คือ จีนเติบโตปีละ 3.8% และอินเดียเติบโตปีละ 3.5% ในส่วนของประเทศไทยมีการบริโภคนมเฉลี่ยอยู่ที่ 18 ลิตร/คน/ปี

 

 

สำหรับแผนการตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทได้เตรียมงบการตลาดไว้กว่า 100 ล้านบาท มุ่งเน้นทำตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก คือ ผลิตภัณฑ์นมยูเอชที โดยตอกย้ำถึงคุณภาพและมาตรฐานของนมโฟร์โมสต์ ส่วนผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็กจะมุ่งการสื่อสารไปยังผู้ปกครอง ซึ่งมีอิทธิพลในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ และการจัดกิจกรรมทางการตลาดครบทุกช่องทาง เพื่อขยายฐานผู้บริโภค และกระตุ้นให้คนไทยหันมาดื่มนมมากขึ้น

 

ตลาดนมในประเทศไทยมูลค่า 61,000 ล้านบาท ยังคงแข่งขันรุนแรงอย่างสม่ำเสมอ และเหลือผู้เล่นหลักๆ ประมาณ 5-6 รายเท่านั้น คิดเป็นสัดส่วนรวมกัน 80% ของตลาดนมพร้อมดื่มทั้งหมด โดยตลาดติดลบ 3% จากผลการสำรวจของเอซีนีลเส็น เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งตลาดนมไม่เติบโตในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา แต่นมพร้อมดื่มสำหรับเด็กเป็นตลาดเดียวที่มีการเติบโต ไม่ติดลบ นอกนั้นมีแต่ทรงกับทรุด แม้ว่าอัตราเด็กแรกเกิดจะลดลงเหลือเพียง 8 แสนคนต่อปี เนื่องจากพฤติกรรมเด็กเปลี่ยนมาดื่มนมพร้อมดื่มเร็วขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้ายอดขายในประเทศเติบโต 5% ทุกปี และยอดส่งออกเติบโต 20% โดยยอดขายปีที่แล้วอยู่ที่ 14,000 ล้านบาท มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มยูเอชที 45% กลุ่มผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็ก 20% กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมรสชาติ ได้แก่ นมข้นหวาน นมข้นจืด 20% และกลุ่มผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์และโยเกิร์ต 15% 

 

 

Visitors: 290,073