เอ็มบีเคกรุ๊ป

 รอยสัก ตำนาน-ความเชื่อ ที่มากกว่างานศิลป์

 

หากพูดถึงเรื่องการสัก ถ้าเป็นสังคมไทยในอดีต คงหนีไม่พ้นเรื่องความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์ ที่จะช่วยป้องกันภยันตรายต่างๆ แต่ในปัจจุบัน การสักถือเป็นศิลปะอีกแขนงที่แตกต่างไปจากงานศิลป์ประเภทอื่น เพราะลวดลาย สีสันที่สวยงาม ทั้งยังซ่อนความหมายปรากฏบนผิวหนัง ลวดลายจากการดีไซน์ของช่างสักมืออาชีพ จึงเรียกได้ว่าเป็นเทรนด์แฟชั่นของโลกสมัยใหม่

 

แต่หากพูดถึงเรื่องราวความเชื่อ กับประวัติความเป็นมาของรอยสัก ที่ไม่ใช่เป็นเพียงศิลปะเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียวนั้น Ann Savage ช่างสักสาวแนวเรียลลิสติกชื่อดังจากฟิลิปปินส์ ผู้กวาดรางวัลระดับนานาชาติมาแล้วหลายเวที เป็นหนึ่งช่างสักที่บินลัดฟ้าเข้าร่วมงาน “Bangkok the international tattoo convention 2017” ที่ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ให้เกร็ดความรู้ที่น่าสนใจ โดยเธอเล่าว่า ที่ประเทศฟิลิปปินส์การสักสมัยอดีตเมื่อ 100 กว่า ปีมาแล้ว นิยมทำกันในหมู่ชนเผ่าโบราณต่างๆ ซึ่งลวดลายของแต่ละชนเผ่าจะมีความหมายแตกต่างกันออกไป ส่วนคนที่จะเป็นช่างสักได้ ต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น และคนที่จะเข้ารับการสักได้นั้น จะต้องมีตำแหน่งเป็นระดับผู้นำเผ่า ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นนักรบ และจะสักก็ต่อเมื่อผู้นำคนนั้นได้สังหารศัตรู

 

ในปัจจุบัน ยังคงเหลือช่างสักลวดลายโบราณที่ยังมีชีวิตอยู่ แถมยังเป็นช่างสักหญิงที่อายุมากที่สุดในโลก นั่นคือ Whang Od Oggay  ซึ่งมีอายุเหยียบ 100 ปี  โดยทุกๆ ปีจะมีกลุ่มคนที่หลงใหลในรอยสักแบบโบราณของฟิลิปปินส์จากทั่วทุกมุมโลก เดินทางข้ามน้ำ ข้ามทะเลไปให้เธอสักด้วยวิธีสักมือแบบโบราณ ซึ่งเข็มทำจากหนามของต้นส้มโอ ด้ามที่ทำจากไม้ไผ่ และสีจากผงถ่าน ส่วนลวดลายโบราณที่ Whang Od Oggay มักจะสักให้กับผู้คน เป็นลวดลายธรรมชาติที่อยู่รอบตัว เช่น ลายตะขาบ เป็นเส้นตรง เส้นวงกลม รูปทรงธรรมชาติ แต่ละลวดลายจะมีความหมายลึกซึ้งต่างกัน และถือเป็นสารจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อปกปักษ์รักษาให้แคล้วคลาดจากสิ่งเลวร้าย

 

นอกจากนี้ ในงาน “Bangkok the international tattoo convention 2017” ยังมีสตูดิโอสักชื่อดังจากทั่วโลกเข้าร่วม เช่น Johnny Two Thumb สตูดิโอสักที่ติดท็อป 10 ของโลกจากสิงคโปร์ที่เพิ่งฉลองครบรอบ 75 ปีไปเมื่อไม่นานมานี้ Jaws ช่างสักของร้านเล่าว่า คนที่เข้ามาใช้บริการสักในยุคแรกๆ ของสตูดิโอซึ่งก่อตั้งสมัยสงครามโลก  เป็นเหล่าบรรดานาวิกโยธินชาวอเมริกัน มักจะนิยมสักลวดลายที่สื่อถึงอิสระและเสรีภาพ อย่างรูปนก หรือลวดลายที่สื่อถึงคนรัก เหตุเพราะต้องห่างกันนานระหว่างประจำการ แต่พอเวลาผ่านไปการสักก็เป็นเรื่องของงานศิลป์ งานแฟชั่น ส่วนลวดลายของรอยสักก็จะมีวิวัฒนาการเปลี่ยนไป ความสวยงามก็จะเข้ามาชวนให้รอยสักมีเสน่ห์น่าหลงใหลมากขึ้น

 

 

Visitors: 246,691