Taokaenoi

เถ้าแก่น้อยดึง นิชคุณเป็นพรีเซ็นเตอร์ พร้อมวาดฝันขึ้นโกลบอล แบรนด์

 

 

อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทกำลังจะเริ่มเปิดตลาดที่สหรัฐอเมริกา หลังจากที่ได้ซื้อโรงงาน Jim Factory Ing มาจากคนเกาหลีในแอลเอ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

“สินค้าเดิมที่เขาผลิตอยู่จะเป็นสาหร่ายอบที่ไม่ได้ปรุงรสอะไร เพราะคนอเมริกาจะนิยมกินแบบนั้น ทำให้มีแผนลงทุนเพิ่ม เพราะเราต้องตั้งทีมงานที่นั่นด้วย รวมถึงขยายไลน์การผลิต ขณะนี้อยู่ในระหว่างการปรับปรุงเครื่องจักรอยู่ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 3 เดือน และเริ่มดำเนินการผลิต โดยโรงงานแห่งนี้จะทำตลาดเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น และบริษัทตั้งเป้ารายได้ประมาณ 10 ล้านเหรียญสหรัฐในอีก 18 เดือนข้างหน้า”

 

ทั้งนี้ ตลาดสแน็คในสหรัฐจะมีมูลค่าประมาณ 40,000 ล้านบาท และมีขนาดที่ใหญ่กว่าจีน 2-3 เท่า แต่สำหรับตลาดสาหร่ายถือว่ายังเล็กอยู่ มีมูลค่าประมาณ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีอยู่เพียง 3 แบรนด์เท่านั้น เป็นแบรนด์ โลคอล 2 แบรนด์ และอีก 1 เป็นเฮ้าส์ แบรนด์ แต่ตลาดสาหร่ายมีแนวโน้มเติบโตที่ค่อนข้างสูง ประมาณ 30-40% ต่อปี เนื่องจากฐานตลาดยังเล็ก และเทรนด์การบริโภคสาหร่ายแบบเมนสตรีมกำลังมา เป็นเพราะพ่อแม่มองว่าสาหร่ายเป็นของที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงซื้อสาหร่ายให้ลูกบริโภคมากขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมามีการส่งออกไปที่รัฐแคลิฟอร์เนีย มียอดขาย 100 กว่าล้านบาท แต่กลุ่มลูกค้าจะเป็นคนเอเชียที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอมริกา เป็นลักษณะโอเรียนทัล มาร์เก็ต

 

“ในแต่ละปีบริษัทได้เตรียมงบลงทุนไว้ 100 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเครื่องจักรและบริหารองค์กร”

 

สำหรับแผนการรุกตลาดต่างประเทศในปีนี้ จะมุ่งไปที่การขยายดิสทริบิวชั่นควบคู่ไปกับการทำตลาดให้มากขึ้น  เน้นตามหัวเมืองรอง-ขยายตลาดในจีน เช่น เมืองชิงเต่า รัสเซีย พร้อมรุกตลาดเวียดนาม และมาเลเซียมากขึ้น รวมทั้งกำลังศึกษาตลาดฟิลิปปินส์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามียอดขายน้อย แต่มองว่ายังมีโอกาสเติบโต ซึ่งสินค้าสาหร่ายที่จะทำตลาดในสหรัฐ และยุโรปจะเป็นกลุ่มสาหร่ายเทมปุระ   

 

 

 

ขณะที่แผนการตลาดในประเทศไทย บริษัทได้ทุ่มงบการตลาดกว่า 40 ล้านบาท ดึง “นิชคุณ หรเวชกุล” หนุ่ม K-POP สายเลือดไทยจากวง 2PM (ทูพีเอ็ม) มาเป็นพรีเซนเตอร์คนล่าสุด เนื่องจากภาพลักษณ์ของนิชคุณที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ร่วมงานกับค่ายเพลงระดับโลกอย่าง JYP (เจวายพี) จนเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ สอดคล้องกับแบรนด์ดีเอ็นเอของเถ้าแก่น้อยที่สร้างตลาดจนเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในตลาดสแน็คประเภทสาหร่ายในปัจจุบันและเป็นรู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ ยังเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ หยิบคุณค่าจากทะเลโดยต้องการสื่อสารให้กับผู้บริโภครับรู้ถึงความอร่อย และมีประโยชน์ของสาหร่ายเถ้าแก่น้อยภายใต้แนวคิด เทสตี้แอนด์เฮลท์ตี้ (Tasty & Healthy) เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น หวังกระตุ้นยอดขายในประเทศโตไม่ต่ำกว่า 10%

 

 

“โดยปีนี้บริษัทได้เตรียมใช้กลยุทธ์การตลาดแบบครบวงจร หรือ 360 องศา ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ (TVC) เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และสื่ออื่นๆ รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เข้าถึง  และโดนใจกลุ่มเป้าหมาย พร้อมเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

 

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะขยายเถ้าแก่น้อย แลนด์ เพิ่มอีก 7 สาขา จากปัจจุบันมีอยู่ 13 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และพัทยา โดยปีนี้จะเน้นการขยายไปยังจังหวัดหัวเมืองรอง และมีแผนจะขยายร้านเถ้าแก่น้อย แลนด์ พลัส ในลักษณะซูวีเนียร์ ดิสเคานท์สโตร์ ในรูปแบบสแตนด์อะโลน  1 สาขา มีขนาดพื้นที่ 250 ตารางเมตร ภายในร้านจะจำหน่ายสินค้ากลุ่มอาหาร 60% และนอน ฟู้ด 40% อาทิ ครีมทามือ ยาหม่อง และของฝาก คาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 510 ล้านบาท ซึ่งจะลงทุนสูงกว่าร้านเถ้าแก่น้อย แลนด์ เนื่องจากใช้พื้นที่มากกว่า โดยเถ้าแก่น้อย แลนด์ ใช้งบลงทุน 1 ล้านบาท เพราะใช้พื้นที่เพียง 50-80 ตารางเมตรต่อสาขาเท่านั้น ซึ่งขณะนี้กำลังมองหาทำเลแนวสถานีรถไฟฟ้า เพื่อความสะดวกสำหรับกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยว คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ประมาณไตรมาส 4 ของปีนี้ โดยสินค้าที่ขายดีในร้านจะเป็นกลุ่มสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ คิดเป็นสัดส่วน 30%

 

“ถ้าเป็นสาขาที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่า 100 ตารางเมตร จะเริ่มมีเคาน์เตอร์ นอน ฟู้ด อาทิ สาขาเทอมินัล 21 ปลายปีนี้จะเห็นเถ้าแก่น้อย แลนด์ พลัส สาขาแรก เป็นสแตนด์อะโลนและอยู่ในกรุงเทพฯ โดยปัจจุบันสัดส่วนสินค้านอน ฟู้ดภายในร้านจะอยู่ที่ 5% เท่านั้น โดยโมเดลของ “เถ้าแก่น้อย แลนด์” จะคล้ายๆ กับ “นารายา” หรือดองกี้ ที่จะเป็นมากกว่าร้านขายของฝาก หรือซูวีเนียร์ ด้วยวิชั่นของเราจะเป็นซูวีเนียร์ ดิสเคานท์สโตร์ ขายสินค้าหลายอย่าง ทั้งของกิน เครื่องสำอาง  โดยสินค้าที่วางจำหน่ายภายในร้าน จะมี 3 ประเภท คือ 1.เรารับสินค้าคนอื่นมาขาย 2.สินค้าที่มีศักยภาพ และจำหน่ายที่ร้านเราเพียงแห่งเดียว 3.สินค้าเฮ้าส์แบรนด์”

 

บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2561 เติบโต 12-15%  จากปี 2560 ที่มีรายได้รวม 5,200 ล้านบาท เติบโต 12%  มีกำไรสุทธิ 600 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนจากต่างประเทศ 60% มีการเติบโต 15% และในประเทศ 40 % เติบโต 8% โดยคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า สัดส่วนจากต่างประเทศจะเพิ่มเป็น 80-90% โดยปีนี้รายได้จะปรับตัวดีขึ้น จากโครงสร้างต้นทุนและผลิตภัณฑ์ใหม่ การเพิ่มกำลังผลิต และขยายตลาด คาดอัตรากำไรขั้นต้นปีนี้ทรงตัวอยู่ที่ 35% แต่อัตรากำไรสุทธิดีขึ้นอยู่ที่ 14% หลังต้นทุนสาหร่ายลดลง 10% ปัจจุบันยอดขายหลักยังมาจากกลุ่มสาหร่าย 90 %

 

“ตอนนี้บอกได้เลยว่า “เถ้าแก่น้อย” ถือเป็นเอเชีย แบรนด์ เพราะสามารถก้าวข้ามความเป็น “รีจินัล แบรนด์” แต่ยังไม่ใช่ “โกลบอล แบรนด์” ต้องขายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และมียอดขายไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นยอดขายรวมทั้งในและต่างประเทศ จากปัจจุบันส่งออกไป 50 ประเทศทั่วโลก คาดว่าจะก้าวขึ้นสู่โกลบอล แบรนด์ ได้ภายในปี 2024 หรือปี 2567

 

ด้านคู่สูรย์ รัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดสแน็คในปี 2560 มีมูลค่ากว่า 33,266 ล้านบาท เติบโต 4.5% โดยสาหร่ายปรุงรสยังคงเป็นสแน็คที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค โดยตลาดสาหร่ายมีมูลค่ากว่า 2,882 ล้านบาท เติบโต 9.4% โดยมีเถ้าแก่น้อยเป็นผู้นำตลาด ครองส่วนแบ่งตลาด 72 % คาดว่าในปีนี้ตลาดสาหร่ายจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% 

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ บริษัทมีแผนจะเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มสแน็คอีก 1 รายการ และจะเริ่มวางตลาดในช่วงไตรมาส 3 โดยเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ร่วมทุนกับกลุ่มบริษัทมารุอิสุ (Maruesu) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตขนมขบเคี้ยวของญี่ปุ่น

 

Visitors: 248,015