CRG

CRG มั่นใจธุรกิจอาหารเติบโตสูง เล็งเพิ่มแบรนด์เสริมพอร์ต

พร้อมร่วมลงทุนเอสเอ็มอีผลักดันให้เติบโตไปด้วยกันแบบก้าวกระโดด

 

ซีอาร์จี (CRG) ประกาศรุกธุรกิจอาหารแสนล้านรับเศรษฐกิจเติบโตวางกลยุทธ์ Change for Growth เตรียมขยายเพิ่มแบรนด์ในพอร์ต ตอกย้ำจุดแข็งผู้นำ Food Chain Industry เดินหน้าแผน Let’s Success Together ดึงเอสเอ็มอีร่วมลงทุนและเติบโตไปด้วยกัน จับมือดีลิเวอรี่รายใหญ่เจาะผู้บริโภค พร้อมบุกตลาด เวียดนามชิงส่วนแบ่งอาเซียน พร้อมโชว์ผลประกอบการปี 60 พุ่งทะลุ 10,987 ล้าน ผลกำไรรวมทุกแบรนด์เติบโตมากกว่า 15% ตั้งเป้ารายได้ปี 2561 ยอดขายเติบโต 11%

 

ณัฐ วงศ์พานิช  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) เปิดเผยว่า ซีอาร์จีในฐานะผู้นำธุรกิจร้านอาหารเครือข่าย (Food Chain Industry) ของประเทศไทยที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 40 ปี มี     แบรนด์ธุรกิจร้านอาหารที่หลากหลาย (Multi-Brand) ภายใต้ตราสินค้าของธุรกิจร้านอาหารในเครือมากถึง 11 แบรนด์เตรียมแผนขยายธุรกิจครั้งใหญ่ในปี 2561 เพื่อรุกตลาดที่มีอัตราเติบโตต่อเนื่องและมีเม็ดเงินมากกว่า 400,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นตลาดเซกเมนต์ร้านอาหารเครือข่ายหรือ ฟู้ดเชนสูงถึง 140,000 ล้านบาท โดยซีอาร์จีมีสัดส่วนในตลาดฟู้ดเชนประมาณ 8%

 

สำหรับแผนและกลยุทธ์หลัก Change for Growth 3 ประการ ประการแรกจะเน้นการเพิ่มแบรนด์ร้านอาหารใหม่ๆ ในประเทศ ทั้งการซื้อแบรนด์ธุรกิจ ซื้อลิขสิทธิ์แฟรนไชส์และร่วมทุน รวมทั้งการสร้าง        คอนเซ็ปท์แนวใหม่ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อเข้าถึงและขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคซึ่งจะทำให้ปีนี้จะเป็นปีที่พิเศษกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะซีอาร์จีเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อยหรือกลุ่มเอสเอ็มอีเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรทำธุรกิจ เนื่องจากเอสเอ็มอีเป็นรากฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ขณะที่ซีอาร์จีมีความแข็งแกร่งและประสบการณ์ในอุตสาหกรรมอาหารยาวนานกว่า 40 ปี ทั้งด้านวัตถุดิบ การตลาด บุคลากร โนว์ฮาวต่างๆ โดยเปิดช่องทางให้ผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อที่อีเมล์ successtogether@crg.co.th

 

แผนงาน Let’s Success Together จะทำให้ซีอาร์จีสามารถเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งการเพิ่มแบรนด์ใหม่ในพอร์ต เนื่องจากยังมีธุรกิจอาหารอีกหลายตัวที่มีช่องว่าง การสร้างคอนเซ็ปท์ใหม่ที่จะสร้างความตื่นเต้นให้ลูกค้า ขยายฐานกว้างมากขึ้น และการขยายสาขาอย่างรวดเร็วจากการเปิดโอกาสให้กลุ่มนักลงทุนใหม่ กลุ่มผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่เข้ามาลงทุนร่วมกันณัฐกล่าว

 

ประการสอง ซีอาร์จียังมีแผนรุกขยายธุรกิจไปในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลมีฐานธุรกิจในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งอาเซียน เอเชีย และยุโรป โดยปีนี้การรุกตลาดต่างประเทศ ซีอาร์จีจะนำร่องโฟกัสตลาดอาเซียน เริ่มที่ประเทศเวียดนามเป็นอันดับแรก เนื่องจากกลุ่มเซ็นทรัลมีฐานธุรกิจห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า ทั้งห้างบิ๊กซี โรบินส์ที่สามารถรุกตลาดได้ทันที

 

ขณะเดียวกัน ประเทศเวียดนามเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก มีจำนวนประชากร 90-100 ล้านคน มากกว่าประเทศไทยและมีศักยภาพด้านกำลังซื้อสูง แม้ธุรกิจโมเดิร์นเทรดและธุรกิจอาหารยังมีขนาดไม่ใหญ่เท่าประเทศไทยแต่มีแนวโน้มขยายตัวได้อีกหลายเท่า ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีมากในเวลานี้

 

ประการที่สาม คือ การพัฒนาระบบและ New DNA เพื่อรองรับการเติบโต โดยจะพัฒนา Central Kitchen เพื่อควบคุมต้นทุนและคุณภาพของอาหารเปลี่ยน POS System เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการได้ดียิ่งขึ้นและใช้ Business Intelligent (Information System) ในการจัดกลุ่มข้อมูลที่ซีอาร์จีมีอยู่ เพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์ข้อมูลให้สามารถนำมาใช้งานได้มากขึ้น และรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองธุรกิจในทุกระดับ รวมทั้งสร้าง New DNA พนักงานยุค 4.0 ที่กล้าคิดกล้าตัดสินใจ ยอมเสี่ยงเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ไม่เห็นความผิดพลาดเป็นเรื่องใหญ่

 

บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ในปี 2561 มากกว่า 12,000 ล้านบาทหรือเติบโตมากกว่า 11% จากปีที่ผ่านมาซึ่งจากผลการดำเนินการในปีที่ผ่านมา นอกจากการเติบโตของยอดขายแล้ว บริษัทยังมีอัตราเติบโตของผลกำไรเป็นที่น่าพอใจทุกแบรนด์และหลายแบรนด์ก็มีอัตราการเติบโตของผลกำไรอยู่ในอัตราสูงมาก เช่น มิสเตอร์โดนัท   มีอัตราเติบโต 17% ชาบูตง เติบโต 332% โอโตยะ เติบโต 267% เทนยะ เติบโต 368% คัตสึยะ เติบโต 259% โยชิโนยะ เติบโต 129%

 

ทั้งนี้ ในปีนี้จะเป็นปีที่พิเศษกว่าที่ผ่านมา เพราะในเดือนกันยายนนี้ ซีอาร์จีจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 จึงได้เตรียมแคมเปญที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษเพื่อมอบให้แก่ลูกค้าคนสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยจะเริ่มปล่อยแคมเปญตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี ส่วนรายละเอียดของแคมเปญต่างๆ นั้น จะประชาสัมพันธ์ให้ได้ติดตามกันต่อไปเป็นระยะๆ

 

ด้านปิยะพงศ์ จิตต์จำนงค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาดซีอาร์จี กล่าวว่า  แบรนด์ธุรกิจอาหารทั้ง 11 แบรนด์ ได้แก่ มิสเตอร์ โดนัท, เคเอฟซี, อานตี้ แอนส์, เปปเปอร์ ลันช์, ชาบูตง, โคลสโตน ครีมเมอรี่, เดอะเทอเรส, โยชิโนยะ, โอโตยะ, เทนยะ, คัตสึยะ จะมีการปรับคอนเซ็ปท์และสร้างความตื่นเต้นดึงดูดกลุ่มลูกค้าอย่างหลากหลาย ตอกย้ำจุดแข็งด้านคุณภาพอาหาร ความอร่อย ความหลากหลาย และบริการที่ดีเยี่ยม เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอาหารที่ยังมีแนวโน้มเติบโตสูงและมีผู้เล่นในตลาดมากขึ้น การแข่งขันรุนแรงขึ้น อาทิ มิสเตอร์โดนัท และ อานตี้ แอนส์โดยอานตี้ แอนส์ จะเน้นการพัฒนารูปแบบสินค้าใหม่ให้มีความหลากหลาย (Product Innovation)

 

ส่วนมิสเตอร์โดนัทจะเปิดตัวร้านคอนเซ็ปท์ใหม่ Mister Donut Café/Donut & More สร้างภาพลักษณ์ใหม่ ทั้งรูปโฉมร้านและเพิ่มลูกเล่นเมนูต่างๆ นอกจากเมนูโดนัทรสชาติต่างๆ ที่มัดใจลูกค้ามาอย่างยาวนาน จะเพิ่มเครื่องดื่มกาแฟสด เพิ่มเมนูโวนัท (Wonut) แป้งโดนัทในรูปแบบวาฟเฟิล อบร้อน พร้อมท็อปปิ้งหลากหลาย และมีการขยายสาขาในหลากหลายพื้นที่มากขึ้น ทั้งในศูนย์การค้า, ไฮเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงพื้นที่อื่นๆ นอกศูนย์การค้า อาทิ โรงพยาบาล, อาคารสำนักงาน, ปั๊มน้ำมัน ฯลฯด้านแบรนด์อื่นๆ มีแผนปรับคอนเซ็ปท์และรูปโฉมเช่นเดียวกัน  เช่น โอโตยะ ที่จะมีการรีโนเวตสาขาให้เข้าถึงลูกค้ามากขึ้น

 

ปิยะพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ซีอาร์จีได้โฟกัสการขยายตลาดผ่านช่องทางดีลิเวอรี่มากขึ้น เนื่องจากภาพรวมธุรกิจดีลิเวอรี่เติบโตสูง ไม่ต่ำกว่า 12-15% และเป็นเทรนด์การใช้บริการของผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยจับมือกับผู้นำด้านบริการดีลิเวอรี่ ทั้ง Line Man, Food Panda, Uber Eats และ Grab Food รวมทั้งจะขยายพันธมิตรเพิ่มขึ้น พร้อมปรับระบบต่างๆของร้านสาขารองรับการเติบโต

 

ที่สำคัญบริษัทเร่งพัฒนาระบบดีลิเวอรี่ให้ลูกค้าสามารถสั่งอาหารจากแบรนด์ต่างๆในเครือได้หลายแบรนด์ในการสั่ง 1 ครั้ง นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวคอนเซ็ปต์ใหม่ “Food Heaven” แหล่งรวมร้านอาหารหลากหลายแบรนด์ในเครือซีอาร์จี ในพื้นที่ให้บริการไม่ต่ำกว่า 300 ตารางเมตร ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกสรรรับประทานอาหารครบทุกความต้องการได้ในที่เดียว

 

 

Visitors: 248,330