SDSymposium

ร่วมสร้างความยั่งยืนให้โลกด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียนในงาน “SD Symposium 2018”

 

จากสภาพเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่ยังคงผันผวน การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของประชากรโลกที่อาจส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติในอนาคตขาดแคลน รวมทั้งผลกระทบจากการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ กลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจึงริเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ขึ้น เพื่อเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจจากเส้นตรงหรือ Linear Economy ที่เป็นเพียงการนำทรัพยากรมาผลิตและจบที่ใช้แล้วทิ้ง ให้เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มุ่งให้ทุกกระบวนการในการผลิตและการบริโภคอยู่บนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด

 

เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ได้สำคัญแค่กับบริษัท สังคม หรือประเทศ แต่ยังสำคัญสำหรับโลกส่วนรวม เรามักเห็นความพยายามของทุกสังคมประเทศในการพัฒนามาตรฐานการดำรงชีพและเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่กลับไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่เริ่มแสดงความผิดปกติและยังคงผลิตโดยไม่สนใจมลภาวะ ทำให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่ไม่คาดคิดว่าจะเห็นมาก่อน ซึ่งถ้าเราไม่เปลี่ยนพฤติกรรมกันตั้งแต่วันนี้ ก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน “SD Symposium 2018” ภายใต้แนวคิด “Circular Economy : The Future We Create” ที่เอสซีจี จัดขึ้น เมื่อ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีองค์กรทั้งในและต่างประเทศที่นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้จนประสบความสำเร็จมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เกิดแรงบันดาลใจและนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ต่อไป

 

คนไทย 1 คน จะสร้างขยะเฉลี่ยถึงวันละ 1.1 กิโลกรัม ซึ่งขยะเหล่านั้นสามารถนำกลับไปใช้เป็นทรัพยากรใหม่ให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่าร้อยละ 60 แต่ทุกวันนี้เรากลับนำไปใช้ได้เพียงร้อยละ 31 เท่านั้น ทำให้เสียโอกาสไปอีกมาก ดังนั้น แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาด้านความไม่สมดุลของการใช้ทรัพยากรและการบริหารจัดการขยะนี้ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การจะทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างสมบูรณ์และยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เอสซีจี ในฐานะภาคธุรกิจ จึงขอเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ด้วยการจัดงาน “SD Symposium 2018” ครั้งนี้ เพื่อทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชนได้อย่างแท้จริงรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ย้ำความจำเป็นในการปฏิวัติวิธีคิดของทุกภาคส่วนและสร้างความร่วมมือสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม

 

Make-Use-Return: 3 กลไกสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

 

แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร และการจัดการของเสียหรือเหลือทิ้งจากการบริโภค เพื่อนำกลับมาสู่กระบวนการผลิตใหม่ให้เศรษฐกิจหมุนเป็นวงกลม

 

ปีเตอร์ บากเกอร์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (WBCSD) อธิบายหัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนคือการคิดใหม่ให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปในทางที่ดีขึ้น เช่น ในกระบวนการผลิตหรือ Make จะมีการใช้วัตถุดิบ 2 ประเภท คือ วัตถุดิบเชิงชีวภาพ หรือ Biological material ซึ่งเราสามารถนำของเหลือจากวัตถุดิบประเภทนี้กลับมาใช้ใหม่ในการเกษตรได้ ขณะที่วัตถุดิบเชิงประดิษฐ์ หรือ Technical material เราต้องหาวิธีการว่าจะสามารถนำมารีไซเคิลหลังจากผู้บริโภคใช้งานแล้วหรือ Use ได้อย่างไร นั่นคือเป้าหมายเบื้องต้นของคำว่า Return”

 

หลากความสำเร็จสร้างแรงบันดาลใจ: วิธีการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้ในหลายองค์กร

 

เป็นที่น่ายินดีว่าผู้ผลิตในอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนและบรรจุเป็นนโยบายขององค์กร รวมทั้งมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำของเหลือทิ้งจากการผลิตหรือการใช้งานสินค้าของลูกค้ากลับมาสู่กระบวนการผลิตและแปรรูป หรือการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรลดลง แต่ยังคงประสิทธิภาพเช่นเดิมหรือเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการมากขึ้น

 

Dr. Antoine Sautenet, Diplomatic Advisor, Group Public Affairs Department Asia & Market Access จากมิชลิน ผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำระดับโลก กล่าวว่า มิชลินบรรจุเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้ทรัพยากรในการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและนำกลับมาใช้งานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผ่านกระบวนการทำงานตั้งแต่ห้องวิจัยจนถึงปลายทางคือผู้ใช้สินค้า เพื่อตอบโจทย์ปริมาณการใช้ยานพาหนะที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในปี ค.ศ.2050

 

มิชลินออกแบบผลิตภัณฑ์ Eco Design และนำกลยุทธ์ 4Rs เข้ามาใช้ในองค์กร ได้แก่ Reduce Reuse Renewable และ Recycle ทั้งหมดนี้คือ DNA ของมิชลินตามสโลแกนที่ว่า A Better Way Forward”

 

ขณะที่องค์กรด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่าง Dupont โดย Mr. Surendra Bade, Country Leader, Dupont Industrial Bioscience Thailand เล่าว่า การเปลี่ยนแปลงของ DuPont ไปสู่การทำงานในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนนั้น เริ่มต้นจากการใช้วัสดุที่มาจากชีวภาพโดยใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเพื่อให้ตอบโจทย์นี้ได้ โดยเชื่อว่าความร่วมมือจะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ เช่น การร่วมกับ Home care company ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน

 

ทางด้าน Jeff Wooster, Global Sustainability Director จาก Dow Chemical แสดงความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า Dow Chemical เริ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนตั้งแต่ในองค์กร ก่อนขยายผลเป็นกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นรูปธรรม อาทิ การนำขยะพลาสติกมาผสมกับยางมะตอยที่ใช้เทพื้นถนน เพื่อลดปริมาณขยะที่จะถูกทิ้งลงท้องทะเล และเป็นการนำวัสดุที่ย่อยสลายได้ยากอย่างพลาสติกกลับมาใช้ในทางที่เหมาะสมด้วย

 

ท้ายที่สุด ธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจี ยืนยันว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่งเอสซีจีได้ลงมือปฏิบัติแล้วโดยเริ่มจากการปลูกจิตสำนึกและสร้างการตระหนักรู้จากคนในองค์กร เพื่อนำไปสู่กระบวนการทำงานบนพื้นฐานของความยั่งยืน

 

เพื่อลดการใช้วัตถุดิบในธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจีได้เสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการลดความหนาของกระดาษลงร้อยละ 20-25 ในขณะเดียวกันก็ยังคงความทนทานและความแข็งแรงของกระดาษได้ รวมทั้งการออกแบบก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยต้องเหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น พาเลทกระดาษสามารถนำมาใช้แทนพาเลทไม้ซึ่งรับน้ำหนักได้มากถึง 800 กิโลกรัม และหลังจากใช้แล้วก็สามารถนำกลับไปรีไซเคิลเป็นแพคเกจจิ้งได้อีก กระบวนการนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน

 

พลังสู่เป้าหมายความยั่งยืน: Circular Economy

 

งาน “SD Symposium 2018” ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีในการรวมพลังของหน่วยงานทุกภาคส่วนที่นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการดำเนินธุรกิจจนเห็นผลเป็นรูปธรรม ให้ได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเป็นแนวทางสำหรับองค์กรอื่นๆ

 

อย่างเช่นกรณีศึกษาระดับประเทศที่ เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย เคส ราเดอร์ เล่าให้ฟังว่า เป้าหมายของเนเธอร์แลนด์ คือ การนำวัตถุดิบเหลือใช้กลับมาเข้าสู่กระบวนการผลิตให้ได้ทั้งหมดภายในปี ค.ศ.2050 โดยเบื้องต้นตั้งเป้าหมายการใช้วัตถุดิบบริสุทธิ์ให้ลดลงอยู่ที่ 50% ในปี ค.ศ.2030

 

ปัจจัยหลักที่จะผลักดันให้สำเร็จได้ คือ การออกแบบสินค้าอย่างชาญฉลาดด้วยการใช้วัสดุตั้งต้นที่น้อยลง สินค้าต้องมีอายุการใช้งานที่ยาวนานเพื่อลดปริมาณขยะให้โลก และสินค้าที่ใช้งานแล้วต้องนำกลับมาใช้ได้อีกหรือสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตได้ โดยคาดว่าภายในปี ค.ศ.2023 เศรษฐกิจหมุนเวียนในเนเธอร์แลนด์จะสร้างตลาดที่มีมูลค่ามากกว่า 7.3 พันล้านยูโร และสร้างงานกว่า 54,000 ตำแหน่ง อีกทั้งผู้ผลิตจะเริ่มตั้งราคาสินค้าและบริการตามราคาต้นทุนที่แท้จริง และต้องคิดต้นทุนทางธรรมชาติที่เป็นองค์ประกอบด้วย

 

Mr.Tadashi Uchida, President of International OVOP Exchange Committee ยกตัวอย่างการทำงานในเชิงจุลภาคหรือระดับหมู่บ้านที่เกิดขึ้นในโออิตะบนเกาะคิวชู ว่าการพัฒนาสินค้าชุมชนก็เกิดขึ้นบนพื้นฐานของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอดเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์สอดแทรก รวมทั้งยังมีการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและการพึ่งพาตนเองเป็นแกนกลางสำคัญ

 

ผมมองว่าการพัฒนาสินค้าชุมชนของไทยที่มีหลายภาคส่วนสนับสนุนน่าจะไปได้ดี และหวังว่าประเทศไทยจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน เพื่อจุดประกายให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางในการนำพลังชุมชนมาร่วมขับเคลื่อนสู่ Circular Economy ได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นกัน

 

ในส่วนของธุรกิจสตาร์ทอัพที่จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังเพื่อส่งต่อความคิดสู่ธุรกิจที่กำลังจะเกิดใหม่ คุณจาชชัว แพส กรรมการผู้จัดการ AddVentures โดยเอสซีจี บอกว่า สตาร์ทอัพจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่าน 5 โมเดลธุรกิจ ได้แก่ 1.การจัดหาพลังงานทดแทนและทรัพยากรการผลิตจากการรีไซเคิล 2.การนำกลับพลังงานและวัตถุดิบจากสินค้าใช้แล้วหรือของเสียจากกระบวนการผลิต 3.การทำให้อายุการใช้งานของสินค้ายาวนานขึ้นโดยใช้นวัตกรรมและการออกแบบสินค้า 4.การเชื่อมต่อผู้ใช้จำนวนมากผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อประสิทธิภาพในการใช้งานและเข้าถึงสินค้าและบริการร่วมกัน และ 5.การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจไปสู่การให้บริการแทนการขายสินค้า ซึ่งหากทุกฝ่ายช่วยผลักดันให้เกิดสตาร์ทอัพที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้นก็จะสามารถสร้างผลดีในวงกว้างได้

 

ท้ายที่สุด ในฐานะขององค์กรสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ หรือIUCN โดย คุณเพชร มโนปวิตร รองหัวหน้ากลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ฝากว่า ปัญหาขยะในทะเลเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งหาทางออก ด้วยการส่งเสริมแนวทางการทำงานแบบ Circular waste เช่น การนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในการลดใช้งานพลาสติกครั้งเดียวแล้วทิ้ง และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่รู้จักคัดแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิลด้วย

 

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่หลายองค์กรกำลังพยายามทำงานร่วมกันเพื่อให้สิ่งแวดล้อมของโลกดีขึ้น โดยหวังว่า การรวมพลังของหลายภาคส่วนในงาน “SD Symposium 2018” นี้ จะเป็นแรงผลักดันที่ดีที่ต่อยอดให้เกิดการทำงานบนหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียนในวงกว้างได้ต่อไป

 

 

Visitors: 246,826