child

เลี้ยงลูกยุคใหม่ให้เล่นเลอะนอกบ้าน การสร้างเสริมพัฒนาการที่พ่อแม่มองข้าม

 

การที่ลูกจะเติบโตและมีพัฒนาการที่สมวัยนั้น แน่นอนว่าการปล่อยให้พวกเขาได้เรียนรู้และทำอะไรด้วยตัวเอง นอกจากจะได้รับประสบการณ์ที่ล้ำค่าแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมทักษะและพัฒนาการ ให้ลูกเป็นเด็กที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ การเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ออกไปเล่นนอกบ้าน ได้ทำกิจกรรมกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติบ้าง นอกจากจะได้ความสนุก แล้ว ยังมีประโยชน์ในเรื่องสุขภาพ และเป็นการส่งเสริมพัฒนาการให้ลูกรักอีกหลายด้านที่คุณพ่อคุณแม่อาจนึกไม่ถึง

 

พญ. เสาวภา พรจินดารักษ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก ให้มุมมองในด้านการส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยว่า การสนับสนุนให้ลูกได้เปิดโลกกว้างผ่านการเล่นนอกบ้านจะช่วยให้เขามีพัฒนาการที่สมวัย ไม่ใช่แค่ร่างกายแข็งแรง แต่ยังส่งผลต่อ สติปัญญาและพฤติกรรมที่ดีด้วย เรารู้ว่าเด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นและการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือ การลงมือทำเอง ดังนั้น การเล่นอย่างอิสระโดยใช้ ร่างกายทุกส่วนเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ตามธรรมชาติเอง ก็ย่อมทำให้เด็กได้พัฒนา สมองทั้งหมดดีกว่า

 

กิจกรรมนอกห้องเรียนสามารถกระตุ้นให้เด็กๆ ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มที่ ประสบการณ์แบบนี้ กระตุ้น อารมณ์ร่วมของเด็กๆได้ดี ทำให้เกิดภาพความทรงจำขึ้นในสมองง่าย ทำให้ จดจำแม่นไม่ค่อยลืม แม้ไม่ทบทวนก็สามารถจดจำรายละเอียดต่างๆ ได้ แตกต่างจากการเรียนรู้ในห้องเรียน ที่คุณครูจะใช้วิธีอธิบายโดยมีภาพประกอบ เพื่อให้เด็กจินตนาการภาพตาม ซึ่งเด็กจะเข้าใจในระดับหนึ่ง แต่หากไม่ทบทวนบ่อยๆ ก็จะจำไม่ได้ในระยะยาว

 

มีงานวิจัยในต่างประเทศระบุว่า การเล่นยังช่วยให้เด็กมีพฤติกรรมในห้องเรียนที่ดีขึ้น โดยลดเวลาในห้องเรียนลงและเพิ่มเวลาเรียนรู้นอกห้องมากขึ้น ซึ่งเมื่อเด็กกลับเข้ามาในห้องเรียน พบว่าเด็กมีพฤติกรรมดีขึ้น ครูพบปัญหาที่ต้องดุและเตือนน้อยลง และเด็กยังสามารถ จดจ่อต่อการเรียนได้ดีกว่าเดิม พยายามที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง คิดและแก้ปัญหาเองมากขึ้นด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะประสบการณ์นอกห้องเรียนที่ไม่มีกรอบมาครอบ ทำให้เด็กมั่นใจในการใช้ร่างกายและสมองของตนเองมากขึ้น

 

เด็กๆ จะมีทักษะสังคมดีขึ้นหากได้ใช้เวลาไปกับการเล่นนอกบ้านหรือนอกห้องเรียนมากขึ้น เพราะสิ่งต่างๆ รอบตัวตามธรรมชาติจะเป็นโจทย์ให้เด็กๆ ได้คิดแก้ปัญหากัน พูดคุย และมีปฏิสัมพันธ์กัน โดยบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และสนุกสนานนี้จะกระตุ้นให้เด็กๆ ร่วมมือกันง่าย เป็นประสบการณ์ทางสังคมที่ดี ซึ่งทักษะสังคมนี้เป็นข้อหนึ่ง ใน soft skill ที่จะช่วยให้เด็กใช้ชีวิตได้ดีในศตวรรษต่อไปพญ.เสาวภา กล่าว

 

ด้านพลอย มัลลิกะมาส คุณแม่ลูกสอง ได้แชร์มุมมองของการเลี้ยงลูกในแบบฉบับของตนเองว่า สิ่งสำคัญในการเลี้ยงลูกของพลอย คือพยายามให้ลูกค้นพบตัวเอง หรือค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบให้ได้ พลอยจึงเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองผิดลองถูก และทดลองทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง เพื่อให้เขาค้นหาตัวเองเจอ การเล่นก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้เขาเรียนรู้ได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา สันทนาการ ศิลปะ ตลอดจนการไปแคมป์ฤดูร้อนหรือค่ายสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เด็กๆ เพื่อให้เขาได้พบปะเพื่อนๆ ต่างวัย ซึ่งจะช่วยให้เขารู้จักปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ที่ต่างจากที่เคยเจอได้ ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ของการที่เรายอมให้ลูกวิ่งออกไปเล่นสนุก ได้เลอะเทอะ เปรอะเปื้อน และค้นพบความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ บ่อยๆ คือการที่ลูกกลายเป็นคนขี้สงสัย ช่างถาม ช่างสังเกต และเติบโตเป็นเด็กในแบบที่เรียกว่า "ความคิดสร้างฉัน" ตลอดจนเป็นนักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เก่ง ซึ่งจะทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่หมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้อย่างมีความสุข

 

ส่วนโอปอล์ ปาณิสรา อารยะสกุล ก็เล่าว่า ปอล์เป็นคนให้ความสำคัญกับการเล่นนอกบ้านของลูกมาก เพราะปอล์เชื่อว่า การพาลูกออกไปข้างนอกให้เขาได้เล่น ได้ลองทำกิจกรรมที่หลากหลาย ลูกจะได้เรียนรู้ด้วยตัวเองและมีพัฒนาการได้เร็วขึ้น มากกว่าจะจินตนาการจากการบอกเล่าหรือการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว ปอล์จะไม่กีดกัน หรือห้ามในสิ่งที่ลูกอยากทำ ถ้าประเมินแล้วว่าไม่มีอันตราย แม้ว่าจะต้องเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปบ้าง ก็จะปล่อยให้เขาใช้ชีวิตให้เต็มที่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ลูกเจอจะเป็นประสบการณ์ล้ำค่า ที่จะสั่งสมอยู่ในตัวเขาตลอดไป และยังช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเขาให้สมบูรณ์ได้อย่างแท้จริง

 

การสร้างเสริมพัฒนาการผ่านการเล่นนี้ เราสามารถเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวง่ายๆ ก่อน เช่น คุณครูเริ่มประยุกต์บางวิชาให้เด็กมีโอกาสสัมผัสของจริงมากขึ้น กระตุ้นให้เด็กเรียนรู้จากความเข้าใจมากกว่าการท่องจำ หรือคุณพ่อคุณแม่พร้อมใจกันปิดจอโทรศัพท์ พักจอคอมพิวเตอร์ทั้งของตนเองและลูก พากันไปเล่นเลอะสนุกในสวนหลังบ้าน หรือสวนสาธารณะ ให้มากขึ้น เพียงแค่นี้ก็จะช่วยเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้และพัฒนาการของลูกได้มากพญ.เสาวภา กล่าวทิ้งท้าย

 

 

Visitors: 250,752