Trans

ไขมันทรานส์ ภัยร้ายใกล้ตัว....พร้อมเคล็ดลับหลีกเลี่ยง 4 ข้อ

 

หลังจากกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศราชกิจจานุเบกษา สั่งห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารที่มีไขมันทรานส์และอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ ซึ่งจะเริ่มมีผลในเดือน มกราคม 2562 คนไทยจึงเริ่มตื่นตัวและหันมาใส่ใจเกี่ยวกับผลกระทบต่อการบริโภคอาหารต่างๆ จากมาตราการนี้ แม้ว่ากฎหมายจะมาจากเป้าหมายขององค์กรอนามัยโลก ที่มีจุดประสงค์ในการกวาดล้างไขมันทรานส์ออกจากห่วงโซ่อาหารของโลก เนื่องจากความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการบริโภคไขมันทรานส์[1] แต่ผู้คนในสื่อออนไลน์ยังมีความสับสนเกี่ยวกับข้อเท็จจริง เช่น เราจะทราบได้อย่างไรว่าอาหารแต่ละชนิดแต่ละประเภทนั้น มีส่วนประกอบของไขมันทรานส์หรือไม่? เราจะเลี่ยงมันได้อย่างไร? และเราจะบริโภคอะไรได้บ้าง?

 

ไขมันทรานส์คืออะไร และทำไมถึงต้องหลีกเลี่ยง?

 

ไขมันทรานส์สังเคราะห์ เป็นหนึ่งในประเภทของไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งผลิตจากกระบวนการวิธีทางอุตสาหกรรมที่ได้เริ่มต้นในปี 2445[2] ด้วยการเพิ่มไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืช ซึ่งวิธีนี้ได้ถูกนำไปใช้ในวงกว้างเพราะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มาก และยังช่วยให้อาหารเสียได้ยากขึ้นอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม งานวิจัยสมัยใหม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างการบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์กับโรคที่คร่าชีวิตคนมากที่สุดในโลกอย่างโรคหัวใจ[3] โดยที่แย่ไปกว่านั้นคือไขมันทรานส์ ยังเป็นตัวลดระดับไขมันดี และเพิ่มปริมาณไขมันประเภทที่อันตรายอย่างเช่นคอเลสเตอรอลอีกด้วย จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมอง[4] นอกจากนั้น ไขมันทรานส์ยังมีส่วนต่อการก่อให้เกิดโรคที่ไม่ติดต่อ (NCDs) อื่นๆ เช่น โรคความดันสูง หรือ เบาหวานชนิดที่สอง

 

สารพัดวิธีหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์

 

1.จดจำรายการอาหารที่มีไขมันทรานส์ไว้ให้ขึ้นใจ

 

การบริโภคอาหารที่ประกอบไปด้วยไขมันทรานส์นั้นถูกพิสูจน์แล้วว่ามีแต่ผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว และเป็นที่น่ากลัวว่าอาหารหลายชนิดนั้นเต็มไปด้วยไขมันชนิดนี้ แม้ว่าอาจจะฟังดูน่ากลัว แต่แท้จริงแล้วเราสามารถสังเกตไขมันทรานส์และหลีกเลี่ยงได้โดยง่าย เพราะส่วนใหญ่แล้วไขมันประเภทนี้จะอยู่ในมาการีน ขนมอบ อาหารทอด ขนมขบเคี้ยว แป้งเค้กสำเร็จรูป และครีมแต่งหน้าเค้ก

 

อาหารที่มักจะมีส่วนผสมของไขมันทรานส์

 

-มาการีน

-โดนัท, พาย, คุกกี้, บิสกิต, และเค้ก

-เฟรนช์ฟรายส์ และอาหารทอดส่วนใหญ่ที่ใช้น้ำมันที่ส่วนผสมของไขมันทรานส์ทอด

-อาหารแช่แข็ง

-ครีมเทียม

 

2.อ่านฉลากโภชนาการและส่วนประกอบของอาหาร

 

ผู้ผลิตอาหารทุกรายจะต้องระบุปริมาณไขมัน ทรานส์ลงบนฉลากโภชนาการ ซึ่งจะช่วยผู้บริโภคในการตัดสินใจ หรือเปรียบเทียบกับตัวเลือกอื่นได้ง่ายขึ้น แท้จริงแล้วเราควรเลือกอาหารหรือขนม  ขบเคี้ยวที่มีไขมันทรานส์เป็นศูนย์ หากรู้สึกไม่มั่นใจ ลองดูส่วนผสมที่ฉลากและมองหาคำว่า “Partially Hydrogenated Oils” ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าอาหารนั้นมีไขมันทรานส์อยู่หรือไม่

 

3.เปลี่ยนมาใช้น้ำมันประกอบอาหารที่ปราศจากไขมันทรานส์

 

เมื่อพูดถึงประโยชน์ทางสุขภาพน้ำมันทำอาหารแต่ละประเภทนั้นแตกต่างกัน เนื่องจากน้ำมันเป็นส่วนประกอบที่เป็นปัจจัยหลักในการทำอาหาร จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเลือกใช้ให้ถูกต้อง หนึ่งวิธีง่ายๆ คือการเปลี่ยนมาใช้น้ำมันมะกอกในการประกอบอาหาร เพราะนอกจากจะดีต่อสุขภาพและได้รสชาติที่อร่อยแล้ว น้ำมันมะกอกยังปราศจากไขมันทรานส์ และอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFAs) ที่ดีต่อระบบหัวใจและสุขภาพ

 

สมาคมโรคหัวใจสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่พบในน้ำมันมะกอกนั้นช่วยลดไขมัน LDL และคอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองอีกด้วย[5] นอกจากนั้น น้ำมันมะกอกยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่าโพลีฟีนอล ซึ่งได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ความดันโลหิต และความเสี่ยงจากการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ[6]

 

4.เลือกรับประทานแต่ขนมขบเคี้ยวที่ดีต่อสุขภาพ

 

การเลือกรับประทานขนมขบเคี้ยวในปริมาณที่พอดี นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของโภชนาการที่สมดุล อันจะช่วยให้คุณรู้สึกมีพลังระหว่างวัน แต่น่าเสียดายว่า ขนมขบเคี้ยวสำเร็จรูปแบบห่อที่วางขายโดยทั่วไปนั้น มักเต็มไปด้วยไขมัน

 

ทรานส์ที่ควรหลีกเลี่ยง ซึ่งเคล็ดลับในการเลือกรับประทานขนมขบเคี้ยวนั้น คือ เลือกขนมขบเคี้ยวที่ปราศจากไขมันทรานส์ เช่น อัลมอนด์ แอปเปิล แครอทแท่ง หรือ โยเกิร์ตกรีก ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและยังอร่อยเหมือนกัน

 

[1] ที่มา: http://www.who.int/news-room/detail/14-05-2018-who-plan-to-eliminate-industrially-produced-trans-fatty-acids-from-global-food-supply

[2] ที่มา: https://cspinet.org/resource/artificial-trans-fat-timeline / http://digg.com/2015/the-history-of-trans-fat

[3] ที่มา: http://www.who.int/en/news-room/fact-sheets/detail/the-top-10-causes-of-death

[4] ที่มา:https://www.fda.gov/Food/IngredientsPackagingLabeling/FoodAdditivesIngredients/ucm292278.htm

[5] ที่มา: https://healthyforgood.heart.org/eat-smart/articles/monounsaturated-fats

[6] ที่มา: https://olivadelsur.com/en/blog/bitter-and-spicy-positive-attributes-of-olive-oil-b98.html

 

 

Visitors: 247,481