N95

ถอด N95 ร่วมแก้ปัญหาฝุ่นจิ๋ว

 

แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ เครือข่ายวิชาชีพแพทย์ในการควบคุมการบริโภคยาสูบ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ และชมรมลมวิเศษ โครงการอุ่นใจใกล้แพทยสมาคม โดยคณะกรรมการชมรม ลมวิเศษจัดงานแถลงข่าว ถอด N95 ร่วมแก้ปัญหาฝุ่นจิ๋วเพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ที่กำลังปกคลุมกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างหนาแน่นและส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนอยู่ในขณะนี้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน เพื่อคืนลมหายใจดีๆ กลับสู่คนกรุงเทพฯ อีกครั้ง

 

ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว หรือที่เรียกว่า PM2.5 ได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทย อีกทั้งยังก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจของประเทศอีกนับพันล้านบาทต่อปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ขอแสดงความห่วงใยในสุขภาพของคนไทย และขอเป็นอีกแรงหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ ในฐานะของแพทย์ ตนขอสนับสนุนให้มีการแก้ไขปัญหานี้ด้วยองค์ความรู้ที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยในการวางแผนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ที่คร่ำหวอดและเกาะติดปัญหาเรื่องฝุ่นควันนี้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมาเพื่อมาเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา โดยจากนี้ไป แพทยสมาคมฯ จะยังคงติดตามสถานการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาให้สัมฤทธิ์ผลต่อไป

 

ด้าน ศ.นพ. ชายชาญ โพธิรัตน์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่และกรรมการที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ ผู้ที่ติดตามการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันพิษในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือมาอย่างต่อเนื่อง ได้กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นจิ๋วที่กำลังคุกคามสุขภาพของคนกรุงเทพมหานครมี 4ประเด็นสำคัญ คือ ประเด็นแรก ผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนขั้นรุนแรง  โดยผลกระทบในระยะสั้นที่รุนแรง คือ เพิ่มอัตราการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยรายวันจากโรคระบบการหายใจ หัวใจ และหลอดโรคสมองให้สูงขึ้น เช่น โรคปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด​ และโรคหลอดเลือดสมอง ส่วนผลกระทบในระยะยาวที่ร้ายแรงคือ อายุขัยเฉลี่ยสั้นลงตามระดับความเข้มข้นค่าเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 ในพื้นที่บ้านเกิด โดยพบว่าทุกๆ 10 มคก./ลบ.ม ของ PM2.5 ที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ที่เกิดและอยู่อาศัยในพื้นที่นั้นสั้นอายุขัยสั้นลงลง 0.98 ปี ซึ่งหากสามารถลดระดับความเข้มข้นของ PM2.5 ลงมาตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำค่าเฉลี่ยต่อปีไว้คือ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาสก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) จะทำให้อายุขัยของประชาชนยืนยาวเพิ่มขึ้นอีก 5.53, 4.37 และ 2.41 ปีตามลำดับ ประเด็นที่สอง การกำหนดค่ามาตรฐาน องค์การอนามัยโลกกำหนดระดับค่าความเข้มข้นของ PM2.5 รายวันและรายปีที่ทำให้ประชากรโลกเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและมีผลกระทบต่อสุขภาพขั้นรุนแรงน้อย โดยมาตรฐานดังกล่าวสามารถดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมให้เจริญก้าวหน้าหน้าไปได้อย่างยั่งยืน  สำหรับประเทศที่มีระดับมลพิษสูงมากๆ เช่น จีน อินเดีย บังคลาเทศ เนปาล องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ตั้งเป้าหมายในการลดมลพิษเป็นลำดับขั้นให้ชัดเจน เช่น ขั้นแรกตั้งเป้าหมายค่าเฉลี่ยรายปีลดให้ไม่เกิน 35 มคก./ลบ.ม และเมื่อทำได้ก็ตั้งเป้าหมายระยะกลางลดให้ได้ไม่เกิน 25, 15, และสุดท้าย 10 มคก./ลบ.ม ตามลำดับ ประเด็นที่ สาม การประกาศใช้ดัชนีคุณภาพอากาศรายวัน

 

สำหรับการเตือนประชาชนอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพน้อยที่สุด และกระตุ้นให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณและมีมาตรการรองรับตามสมควรกับระดับดัชนีคุณภาพอากาศ ดังนั้นจึงควรใช้ค่าการคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศที่ไวพอในการเตือนประชาชน เช่น US-EPA AQG ไม่ใช่ตั้งค่าไว้สูงๆ ไว้ก่อน เมื่อสูงมากแล้วค่อยเริ่มเตือนเสมือนลวงให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า ยังไม่เป็นอันตรายทำให้ประชาชนไม่มีการป้องกันต่อตนเองและครอบครัว ทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและสุขภาพ และยังมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว การลงทุน ตลอดจนภาพลักษณ์ของประเทศอีกด้วย ประเด็นที่สี่ คุณภาพอากาศในบ้าน ในห้อง ในอาคาร คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า การหลีกเลี่ยงปัญหาฝุ่นละอองภายนอกโดยการเก็บตัวอยู่ในบ้านหรือในอาคารก็ปลอดภัยเพียงพอ ออกไปที่โล่งค่อยใส่หน้ากาก N95  อันที่จริงแล้วเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะเมื่อพักอยู่ในอาคาร เช่น ห้างสรรพสินค้า ห้องเรียน ห้องทำงาน จะเปิดเครื่องปรับอากาศหรือไม่ก็ตาม สภาพห้องโดยทั่วไปมักปิดไม่ได้สนิท อากาศภายนอกยังคงเล็ดลอดเข้ามาในอาคารได้ทำให้ระดับของฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ภายในอาคารลดต่ำลงจากภายนอกเพียงแค่ร้อยละ 15-20 ของระดับฝุ่นภายนอกในขณะนั้นเท่านั้น อากาศที่ดูดเข้ามาใช้ในการหมุนเวียนในอาคารมักไม่ได้ผ่านการกรองละเอียด สภาพอากาศในอาคารจึงไม่ต่างจากภายนอกมากนัก  ดังนั้นเมื่ออยู่บ้านหรือห้องทำงาน การมีเครื่องฟอกอากาศจึงเป็นเรื่องจำเป็นในช่วงที่คุณภาพอากาศภายนอกไม่ดี

 

ส่วน รศ.นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ กล่าวว่า จากนี้ไป คนกรุงเทพฯ จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้สามารถรับมือกับปัญหาฝุ่นจิ๋วนี้ให้ดีขึ้นและปลอดภัยขึ้น เช่น การใส่หน้ากากในช่วงที่มีปริมาณฝุ่นอยู่ในระดับสูง การงดกิจกรรมทางกายกลางแจ้ง การใช้เครื่องฟอกอากาศในบ้าน การเช็ดถูบ้านด้วยผ้าเปียก แทนการกวาดบ้านหรือดูดฝุ่น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว ต้องอาศัยทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการลดที่มาของฝุ่นทั้งแหล่งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เช่น โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้าง โรงไฟฟ้าถ่านหิน การขนส่งต่างๆ ต้องมีการควบคุมปริมาณฝุ่นให้ลดลงตามมาตรฐานสากล การลดการบริโภคสินค้าที่ก่อให้เกิดฝุ่นควันมากขึ้น เช่น ยาสูบทุกประเภท นอกจากนี้ ภาครัฐอาจต้องเข้ามาช่วยเหลือในการพัฒนานวัตกรรมในการผลิตและขนส่งให้มีฝุ่นน้อยลง การตรวจสอบมาตรฐานเครื่องยนต์ต่างๆ เช่น รถยนต์ที่เสื่อมสภาพ รถยนต์ดีเซลต้องได้รับการตรวจตราที่เข้มงวดอย่างจริงจัง รวมทั้งต้องมีระบบการแจ้งเตือนประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงให้ปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเพื่อความปลอดภัยของตนเองและควรได้รับการดูแลที่ทันท่วงทีในช่วงที่เกิดวิกฤต เป็นต้น ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า หากเราดำเนินมาตรการต่างๆ เหล่านี้ให้เห็นผลจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของประชาชนลงได้ถึง 3.5% ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี

 

สำหรับ รศ.นพ. สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และประธานกรรมการที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ  กล่าวว่า แหล่งที่มาของฝุ่นจิ๋วอีกแหล่งหนึ่งที่สำคัญและมักถูกมองข้าม คือ กระบวนการผลิตและบริโภคยาสูบ มีงานวิจัยเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นจิ๋วที่เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่ เทียบกับควันไอเสียจากรถยนต์ดีเซล ปรากฏว่า ระดับฝุ่นจิ๋วที่เกิดขึ้นในอากาศทั่วไปจากการสูบบุหรี่มีมากกว่าจากเครื่องดีเซลถึง 10 เท่า คือ มีมากถึง 319 มคก./ลบ.ม.ในขณะที่มาตรฐานของฝุ่นจิ๋วในอากาศที่องค์การอนามัยโลกยอมรับได้อยู่ที่ 10 มคก./ลบ.ม.เท่านั้น นั่นหมายความว่า การสูบบุหรี่อย่างเดียวก็ทำให้อากาศของเรามีฝุ่นจิ๋วปนเปื้อนสูงกว่ามาตรฐานที่ยอมรับกันถึง 30 เท่า ไม่เพียงแค่นั้น ฝุ่นจิ๋วเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไปเท่านั้น แต่ฝุ่นจิ๋วยังถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของผู้สูบบุหรี่เองด้วยในปริมาณมากถึง 22 มคก./ลบ.ม.ต่อมวน ทำให้ผู้สูบได้รับอันตรายจากฝุ่นจิ๋วแบบสะสม เช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่ทำให้เกิดฝุ่นจิ๋วสูงถึงระดับ 515 มคก./ลบ.ม.ดังนั้น หากจะช่วยคนไทยให้มีลมหายใจไร้ฝุ่นทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ทำได้โดยเริ่มต้นที่ตนเองด้วยการเลิกบุหรี่ทั้งแบบดั้งเดิมและบุหรี่ไฟฟ้า ท่านจะช่วยชาติลดปริมาณฝุ่นจิ๋วลงได้ไม่น้อยเลย

 

 

Visitors: 270,169